2006/Aug/25

"เอ่อ....หนูขอลาออกค่ะ"

นั่นเป็นประโยคที่หลุดออกมาจากปากของฉันเองในตอนสายของวันหนึ่ง... แน่นอนประโยคต่อมาคือการพร่ำพรรณนาถึงสาเหตุแห่งการตัดสินใจครั้งนี้

"หนูคิดว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะทำงานที่นี่แล้วล่ะค่ะ..หนูหมดไฟ และไม่มีใจให้กับงานอีกแล้ว คิดว่าถ้ายังทนทู้ซี้ต่อไป...ก็จะส่งผลไม่ดีกับบริษัทเอง"

หลักปฏิบัติที่ดีของการลาออก เค้าว่ากันว่าให้พยายามยกสาเหตุที่มาจากตัวเอง...และพาดพิงถึงมนุษย์และปัจจัยแวดล้อมรอบตัวให้น้อยที่สุด เพื่อสร้างความประทับใจครั้งสุดท้ายให้กับผู้บังคับบัญชา แล้วฉันก็ปฏิบัติตามด้วยดี... เจ้านายทัดทานตามที่คาดไว้...ใจนึงก็เห็นใจเค้า แต่ใจเราล่ะ... เพราะฉะนั้นจึงยืนยันอยู่เช่นนั้นว่า "หนูขอลาออกค่ะ หนูคิดดีแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกอย่างค่ะ"

พอพูดเสร็จ ยอมรับว่ารู้สึกโล่งใจอย่างแปลกๆ เหมือนเรากะลังจะหลุดพ้นจากความทรมานอะไรบางอย่าง ความทรมานที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ตลอดเวลาในความรู้สึก เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนจะตัดสินใจลาออก รู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้ไม่เต็มที่...ทำงานก็ไม่สนุกอย่างที่ผ่านมา เริ่มมีความคิดต่อต้านอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นในใจ เรื่อยไปจนถึงภาวะเฉื่อยแฉะ...ไม่กระตือรือร้น...เหมือนมานั่งหายใจทิ้งเล่นๆ ที่ออฟฟิศ ... ก็เคยคิดและบอกตัวเองว่าให้อดทน แต่ความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัดนี่นะ... ความอดทนของฉันจึงหมดลงในวันหนึ่ง และตัดสินใจว่า "ต้องลาออก" แล้วหละ

หลายคนอาจหัวเราะเยาะและอาจก่นด่าฉันว่าโง่เหลือเกินที่ตัดสินใจลาออกไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้งานทำ... แวบแรกก็คิดเหมือนกันว่านี่เราตัดสินใจผิดรึเปล่า ถ้าต้องตกงาน หางานทำไม่ได้ไปหลายเดือนแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้...ไหนจะค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องมีทุกๆ เดือนอีก ที่หนักใจที่สุดก็คือพ่อกับแม่...ไม่อยากให้เค้ารู้ เพราะเชื่อเลยว่าถ้าบอกพ่อกับแม่ว่าเราลาออกจากที่นี่ไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้งานใหม่...ต้องโดนว่า และพ่อกับแม่ก็คงคิดมากไปกับเราอีก... ถึงตอนนี้พ่อกับแม่ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้หรอกนะ กะว่าได้งานใหม่เมื่อไหร่ก็ค่อยบอกทีเดียวไปเลยดีกว่า แต่ถามว่าแลวทำไมฉันต้องทนทรมานด้วยหละ ? คนอื่นไม่ได้มาเจออย่างที่ฉันเจอนี่...เค้าไม่รู้หรอกว่าชีวิตฉันมันน่าเบื่อแค่ไหนที่นี่ ชีวิตเป็นของฉัน...ฉันอยากได้ความสบายใจ

เหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกประมาณ 1 เดือน ก็จะเก็บสิ่งดีๆ ไว้ในความทรงจำ แต่สำหรับ "บางคน" คงต้องขออโหสิกรรมและหมดเวรหมดกรรมกันไปซะที...ถ้าไม่จำเป็น หรือจริงๆ ถ้าจำเป็นก็ตามเถอะ ขออย่าได้พบได้เจอกันอีกเลยยยยยยยยย....เพี้ยงงง

2006/Jul/05

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาของการนับถอยหลัง เพราะสิ้นเดือนนี้เพื่อนก็จะไม่มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทำหน้าสวยทำงานกับเราอีกแล้ว... ขอให้เพื่อนเจอหนทางที่ดีกว่า ให้มันเป็นถนนลาดยางตลอดทาง เดินให้ตายก็ไม่มีสะดุด... ให้ข้างทางเต็มไปด้วยมวลหมู่ไม้สวยงามสรรพสิ่ง... ฉันหวังเยี่ยงนั้นจริงๆ

... ที่เหลืออยู่ก็คือตัวเราเอง จะจัดการชีวิตตัวเองต่อไปยังไงดี...เมื่อไหร่จะได้งานใหม่ซะทีน้ออออ... จริงๆ ก็มีเรียกสัมภาษณ์แล้วสองที่ แต่ไม่ถูกใจซะที่เดียว เพราะอะไรเหรอ?.. เพราะอีตอนสมัครก็หว่านไปทั่วไง ไม่ลง ไม่เลือกอะไรเลย กรูขอส่งไว้ก่อน ได้ไม่ได้ค่อยมาว่ากันทีหลัง... ซะง้น ผลก็คืออย่างที่เห็นนี่หละ ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ที่นึง..ก็แหมจะให้กรูไปเป็นเซลล์ ปากหมาอย่างฉันจะไปประกอบสัมมาชีพนั้นได้ยังไง...ข้อนี้หลายคนน่าจะรู้ ส่วนอีกที่ก็ยึกยักไรหละ !! โทรมาเลื่อนซะงั้น เพราะว่าอีคนสัมภาษณ์ไปเมืองนอก เอ้อ...ดี ขอบคุณค่ะ

ตอนนี้ก็เลยต้องหว่านใบสมัครต่อไปตามประสาคนอยากได้งานใหม่ ชีวิตเหมือนรอคอยการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ที่ฉันเชื่อเหลือเกินว่ามันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น (กว่าที่เป็นอยู่) มันจะเหมือนการผจญภัยครั้งใหม่ (เอ๊ะ.. นี่กรูเวอร์ไปรึเปล่า) มีอะไรท้าทายรออยู่ข้างหน้าอีกเต็มพืด

ก็กะเอาไว้ว่าช่วงนี้จะพยายามทำงานให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หนึ่งคือเพื่อเป็นการทิ้งทวน และสองคือเพื่อให้เค้ารู้สึกถึงคุณค่าของฉันขึ้นมาบ้างหละ...ประมาณว่า "วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก" อะไรหยั่งเงี้ยยยย ให้มันรู้มั่งว่าใครเป็นใคร (แต่ขณะที่เขียนนี่ก็แอบขี้เกียจอยู่นะ)

2006/Jun/21

---เมื่อเช้าลืมตาไม่ขึ้น--- เปล่า...ไม่ได้นอนดึกเพราะมัวแต่ดูบอลอะไรนั่นหรอก แต่มันไม่มีเวลาอ่ะ

ตื่นเช้าหกโมงครึ่ง ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน....ถึงที่ทำงาน ก็กินข้าว แล้วก็เข้าห้องน้ำไปอึ...กลับมานังที่โต๊ะทำงาน...แล้วก็ลุกไปฉี่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ถ้าง่วงมากก็เข้าไปแอบหลับในห้องน้ำเหมือนกัน...เหอๆๆ... หกโมงแล้ว....ได้เวลากลับบ้าน

ชีวิตก็วนๆ เงี้ยน่าเบื่อ ....เช้านี้ฝนตกด้วย คิดดูดิว่าบรรยากาศมันจะน่านอนแค่ไหน เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า เห็นหมาตัวนึงนอนอยู่อย่างสบาย...เหอๆๆ "อิจฉาหมา" สบายโคตร อยากนอนก็นอน จะตื่นตอนไหนก็ตื่น...แต่ลำบากอย่างเดียวคือมันต้องหากินไปวันๆ อย่างลำบากชิบหาย..ก็นะดันเกิดเป็นหมาไม่มีเจ้าของอ่ะ...คิดได้ดังนั้น "เออ...งั้นกรูเป็นคนต่อไปนี่หละดีละ"

พึ่งจะรู้ว่าชีวิตการทำงานมันเหี้ยขนาดนี้ก็อีช่วงนี้นี่แหละ...เปล่า ไม่ได้สับสนแล้ว แต่แน่ใจมากๆ ต่างหาก ไงก็ต้องไปแน่ๆ ... จะช้าหรือเร็วเท่านั้น อ้อ...อีกอย่างต้องดุด้วยว่าจะอดทนไปได้ถึงจุดไหน ก็อย่างที่รู้กัน ความอดทนคนเรามันมีจุดสิ้นสุดนะค่ะคุณ

จะเสียใจบ้างก็มีอยู่อย่างเดียว รู้สึกว่าตัวเราตัดสินใจพลาดๆ จริงๆ ที่ชกนำมันเข้ามาทำงานที่นี่...โว้ยยยย แต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกสมน้ำหน้าตัวเองอยู่เหมือนกันนะ เพื่อนเตือนแล้วเตือนอีกก็ไม่ฟัง....ทำไงได้ล่ะ ก็ตอนนั้นวิญญาณนางเอกช่อง 7 มันเข้าสิงกรูว่ะ... พูดก็พูดเหอะ ฉันเองก็มีเพื่อนเหี้ยๆ อยู่หลายคนและหลายประเภท ทั้งประเภทลู่และลาน ....ม่ายช่ายยย +++ เอ๊ะนี่จะตลกไปไหนเนี่ย แต่บอกตามตรงไม่เคยเจอใครแย่ขนาดนี้เลยว่ะ...คือ ไม่รู้จะเอาคำไหนมาจำกัดความมันดีอ่ะ..เพราะชีมีตั้งแต่ความเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจ ขี้เหนียว ปากดี ดีแต่ปาก ... ชอบเอาหน้า เรื่อยไปจนถึงชอบทำหน้าเหี้ยใส่คนอื่นด้วย ... ใครจะอยู่กะมันได้ว่ะ กรูอยากจะรู้ แต่ที่รู้ๆ ฉันกะเพื่อนอีกคน เราตัดสินใจขอเป็นฝ่ายหลีกหนีมันไปเองดีกว่า เพราะอยู่ไปก็เสียสุขภาพจิตป่าวๆ ปี้ๆ ...


edit @ 2006/06/30 13:00:17
edit @ 2006/06/30 15:00:30